เมื่อคนในครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เรารัก ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้ตามปกติ ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอาการกลืนลำบาก ภาวะโรคหลอดเลือดสมอง การผ่าตัด หรือภาวะหมดสติ ปัญหาเรื่อง “โภชนาการ” จึงกลายเป็นเรื่องน่ากังวลอันดับต้นๆ สำหรับผู้ดูแล เพราะร่างกายที่อ่อนแอยิ่งต้องการสารอาหารที่เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ในสถานการณ์เช่นนี้ สายให้อาหารผู้ป่วย จึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “ตัวช่วยต่อลมหายใจและฟื้นฟูร่างกาย” อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสายให้อาหารผู้ป่วยอย่างเจาะลึก ตั้งแต่ประเภท วัสดุที่ใช้ วิธีการดูแลรักษา ไปจนถึงวิธีการเลือกซื้ออย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ดูแลมือใหม่และผู้ที่สนใจสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ ดูแลคนที่คุณห่วงใยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะที่สุด
ทำความรู้จัก “สายให้อาหารผู้ป่วย” คืออะไร?
สายให้อาหารผู้ป่วย (Feeding Tube) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กที่ทำจากวัสดุทางการแพทย์ที่ปลอดภัย มีหน้าที่เป็นเส้นทางส่งผ่านอาหารเหลว น้ำ และยา เข้าสู่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ของผู้ป่วยโดยตรง เพื่อทดแทนการรับประทานอาหารทางปาก ช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารและป้องกันการสำลักอาหารเข้าสู่ปอด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การใช้สายให้อาหารนั้น จะต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อเลือกประเภทและวิธีการให้อาหารที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ประเภทของ สายให้อาหารผู้ป่วย มีกี่แบบ?
สายให้อาหารผู้ป่วยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ต้องใช้งานและสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1. สายให้อาหารทางจมูก (Nasogastric Tube – NG Tube)
เป็นประเภทที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ทั้งในโรงพยาบาลและผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้าน แพทย์หรือพยาบาลจะทำการสอดสายผ่านทางรูจมูก ผ่านหลอดอาหาร ลงไปสู่กระเพาะอาหาร
- ข้อดี: ใส่และถอดได้ง่าย ไม่ต้องทำการผ่าตัด เหมาะสำหรับการให้อาหารในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ประมาณ 1-4 สัปดาห์)
- ข้อควรระวัง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกรำคาญบริเวณจมูกและคอ อาจมีการเลื่อนหลุดของสายได้ง่ายหากผู้ป่วยดึงหรือไอแรงๆ ผู้ดูแลต้องคอยตรวจสอบตำแหน่งสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง
2. สายให้อาหารทางปาก (Orogastric Tube – OG Tube)
มีลักษณะคล้ายกับสายทางจมูก แต่จะเปลี่ยนช่องทางเป็นการสอดผ่านทางปากลงสู่กระเพาะอาหารแทน
- ข้อดี: ลดการระคายเคืองในโพรงจมูก
- เหมาะสำหรับ: นิยมใช้ในเด็กทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าหรือจมูก หรือผู้ป่วยที่กำลังใส่ท่อช่วยหายใจทางปากอยู่แล้ว
3. สายให้อาหารผ่านทางหน้าท้อง (Gastrostomy Tube / PEG Tube)
เป็นการใส่สายให้อาหารผ่านการเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้องเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ซึ่งต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางผ่านการส่องกล้อง (PEG) หรือการผ่าตัดเล็ก
- ข้อดี: ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายตัวมากกว่า ไม่มีสายเกะกะที่ใบหน้า ซ่อนใต้เสื้อผ้าได้ง่าย ลดความเสี่ยงในการสำลักและสายเลื่อนหลุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยางในระยะยาว (มากกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป)
- ข้อควรระวัง: ต้องดูแลรักษาความสะอาดบริเวณแผลหน้าท้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ รูเจาะ
วัสดุของสายให้อาหาร เลือกแบบไหนดี?
นอกจากประเภทของช่องทางการใส่สายแล้ว วัสดุที่ใช้ผลิต สายให้อาหารผู้ป่วย ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยหลักๆ จะมี 2 ชนิด ได้แก่
- วัสดุพลาสติกใส (PVC / Polyurethane): เป็นวัสดุมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ราคาประหยัด มีความแข็งปานกลาง ทำให้สอดใส่ได้ง่าย แต่เมื่ออยู่ในร่างกายไประยะหนึ่งจะเริ่มแข็งตัวขึ้น จึงต้องเปลี่ยนสายบ่อย (ทุกๆ 2-4 สัปดาห์) ตามคำแนะนำของแพทย์
- วัสดุซิลิโคน (Silicone): เป็นวัสดุเกรดพรีเมียม มีความนิ่มและยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัว ลดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อหลอดอาหาร ทนทานต่อน้ำย่อยในกระเพาะ จึงสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า (มักเปลี่ยนทุกๆ 1-2 เดือน หรือตามแพทย์สั่ง) แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่คุ้มค่าสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง
ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ รักหมอ.COM
ศูนย์รวมอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ครุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาล คลินิก และสถานพยาบาลทั่วไป รวมถึงอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ อุปกรณ์กู้ภัย กู้ชีพฉุกเฉิน กว่า 10,000 รายการ จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมบริการจัดหาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า แบบครบจบในที่เดียว
วิธีการดูแลรักษา และข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย
การดูแลผู้ป่วยที่ใช้สายให้อาหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความสะอาดและการสังเกต” เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามหลักการ ดังนี้
การดูแลสุขอนามัยและการให้อาหาร
- ล้างมือให้สะอาด: ผู้ดูแลต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้ง ก่อนและหลังสัมผัสสายให้อาหาร
- ตรวจสอบตำแหน่งสายก่อนให้อาหารทุกครั้ง: (สำหรับสายทางจมูก) ดูขีดเครื่องหมายบริเวณพลาสเตอร์ที่จมูกว่าเลื่อนหลุดหรือไม่ และทดสอบโดยการใช้ไซริงค์ (Syringe) ดูดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารออกมาก่อน เพื่อยืนยันว่าปลายสายยังอยู่ในกระเพาะอาหาร
- จัดท่าผู้ป่วยให้ถูกต้อง: ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่ง หรือยกศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา ทั้งในขณะให้อาหารและหลังให้อาหารเสร็จอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาหารไหลย้อนและสำลัก
- ทำความสะอาดสาย (Flush): หลังให้อาหารและยาเสร็จทุกครั้ง ต้องดันน้ำสะอาด (น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว) เข้าไปในสายประมาณ 30-50 ml เพื่อล้างคราบอาหาร ป้องกันสายอุดตัน
การสังเกตอาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์
- สายให้อาหารอุดตัน ดันน้ำหรืออาหารไม่เข้า
- สายเลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งเดิมอย่างชัดเจน (ห้ามดันสายกลับเข้าไปเองเด็ดขาด)
- ผู้ป่วยมีอาการสำลัก ไออย่างรุนแรง หายใจหอบเหนื่อย หรือริมฝีปากเขียวคล้ำระหว่าง/หลังให้อาหาร
- มีอาการท้องอืดรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียผิดปกติ
- บริเวณแผลหน้าท้อง (กรณีสาย PEG) มีรอยแดง บวม มีหนอง หรือมีกลิ่นเหม็น
สายให้อาหารผู้ป่วย ถือเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อโภชนาการที่ดีไปสู่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถทานอาหารเองได้ การเลือกใช้ประเภทของสายและวัสดุที่เหมาะสม ร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อได้เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น รู้สึกสบายตัว และมีกำลังใจในการพักฟื้นร่างกายต่อไป




