สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ไม่สามารถขับเสมหะออกเองได้ การมี ที่ดูดเสมหะ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ดูแลที่บ้านถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัญหาที่ผู้ดูแลหลายคนมักพบเจอคือ ความกังวลเรื่องความสะอาด เพราะหากทำความสะอาดไม่ถูกวิธี อุปกรณ์ที่ควรจะช่วยชีวิต อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อก่อโรค ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้
บทความนี้จึงรวบรวมความรู้ตั้งแต่พื้นฐานว่า เครื่อง Suction คืออะไร ไปจนถึง การใช้เครื่องดูดเสมหะ ควบคู่ไปกับวิธี ดูแลรักษา เครื่องดูดเสมหะ อย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ดูแลมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ของคุณจะสะอาด ปลอดภัย ช่วยยืดอายุการใช้งาน และพร้อมสำหรับการดูแลคนที่คุณรักอยู่เสมอ
ทำความรู้จักกับประเภทของเครื่องดูดเสมหะ
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงวิธีการทำความสะอาด เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า เครื่องsuctionคือ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้แรงดันลบ (Negative Pressure) ในการดูดเอาของเหลว เสมหะ หรือน้ำลาย ออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้
- เครื่องดูดเสมหะในโรงพยาบาล: มักเป็นเครื่องขนาดใหญ่ที่มีแรงดูดสูง หรือเป็น เครื่องดูดเสมหะติดผนัง (Wall Suction) ที่ต่อกับระบบไปป์ไลน์ของโรงพยาบาลโดยตรง
- เครื่องดูดเสมหะที่บ้าน: เป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เสียบปลั๊กไฟบ้านได้ เหมาะสำหรับเป็น เครื่องดูดเสมหะผู้ป่วยติดเตียง หรือ เครื่องดูดเสมหะผู้ใหญ่ ที่ต้องดูแลระยะยาว
- เครื่องดูดเสมหะแบบพกพา: มีแบตเตอรี่ในตัว น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับพกพาเวลาเดินทาง หรือใช้ในรถพยาบาลฉุกเฉิน
- เครื่องดูดเสมหะแบบมือบีบ (Manual Suction): ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า อาศัยแรงบีบจากมือเพื่อสร้างแรงดูด เป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดไว้
- เครื่องซัคชั่น หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า เครื่องดูดเสลด / เครื่องดูดสเลด / ที่ดูดเสลด: เป็นคำเรียกโดยรวมของอุปกรณ์ชนิดนี้ ซึ่งมีทั้งขนาดสำหรับเด็ก และ ที่ดูดเสมหะในคอผู้ใหญ่
วิธีทำความสะอาดและ ดูแลรักษา เครื่องดูดเสมหะ (หลังใช้งานทันที)
เพื่อให้ ที่ดูดเสมหะผู้ใหญ่ และผู้ป่วยทั่วไป ปราศจากการสะสมของแบคทีเรีย หลัง การใช้เครื่องดูดเสมหะ ทุกครั้ง ผู้ดูแลควรทำความสะอาดเบื้องต้นทันที ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. การทำความสะอาดสายดูดเสมหะและสายต่อ (Tubing)
- ดูดน้ำสะอาด: หลังจากการดูดเสมหะเสร็จสิ้น ให้เปิดเครื่องและดูดน้ำเปล่า (หรือน้ำเกลือ) สะอาดเข้าไปในสาย เพื่อล้างคราบเสมหะที่ติดค้างอยู่ภายในท่อให้ไหลลงสู่กระบอกเก็บ
- ปลดสายออก: ปิดเครื่องและถอดสายซิลิโคน (สายต่อระหว่างเครื่องกับกระบอก) และสายดูดเสมหะออกจากกัน
- ทำความสะอาดภายนอก: ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์ 70% เช็ดทำความสะอาดสายด้านนอก
2. การทำความสะอาดกระบอกเก็บเสมหะ (Collection Canister)
- เทเสมหะทิ้ง: นำกระบอกที่บรรจุเสมหะไปเททิ้งในชักโครกอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อโรค
- ล้างด้วยน้ำสบู่: ล้างกระบอก ฝาปิด และลูกลอยกันล้น ด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาล้างจาน ใช้แปรงขนนุ่มขัดคราบฝังแน่นออกให้หมด
- ล้างน้ำเปล่า: ล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดฟอง
- ผึ่งให้แห้ง: นำชิ้นส่วนทั้งหมดไปผึ่งในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ให้แห้งสนิทก่อนนำมาประกอบใช้งานใหม่
การทำความสะอาดระดับลึก (Deep Cleaning) และการฆ่าเชื้อ
เพื่อ ดูแลรักษา เครื่องดูดเสมหะ ให้มีสุขอนามัยสูงสุด แนะนำให้ทำการฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากผู้ป่วยมีโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
ขั้นตอนการฆ่าเชื้อโรค (Disinfection)
- เตรียมน้ำยา: ผสมน้ำส้มสายชู 1 ส่วน ต่อน้ำสะอาด 3 ส่วน (หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทางการแพทย์ที่ระบุว่าปลอดภัยต่อวัสดุพลาสติก/ซิลิโคน)
- แช่อุปกรณ์: นำกระบอกเก็บเสมหะ (ที่ล้างทำความสะอาดคราบออกหมดแล้ว) ฝาปิด และสายซิลิโคน ลงไปแช่ในน้ำยาที่เตรียมไว้ ประมาณ 15-30 นาที
- ล้างและตากแห้ง: ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเพื่อเอาเกล็ดน้ำยาออก แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท ห้ามตากแดดจัดเพราะจะทำให้พลาสติกและซิลิโคนเสื่อมสภาพเร็ว
ข้อควรระวัง: ห้ามนำสายดูดเสมหะ (Suction Catheter) แบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable) มาล้างและใช้ซ้ำเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรงได้ ควรเปลี่ยนเส้นใหม่ทุกครั้ง หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ รักหมอ.COM
ศูนย์รวมอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ครุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาล คลินิก และสถานพยาบาลทั่วไป รวมถึงอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ อุปกรณ์กู้ภัย กู้ชีพฉุกเฉิน กว่า 10,000 รายการ จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมบริการจัดหาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า แบบครบจบในที่เดียว
ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการยืดอายุการใช้งาน “เครื่องซัคชั่น”
นอกจากการทำความสะอาดแล้ว การบำรุงรักษาตัวเครื่องยนต์ (Motor) ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ เครื่องดูดเสมหะ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- ระวังน้ำล้นกระบอก: อย่าปล่อยให้เสมหะหรือของเหลวเต็มกระบอกจนล้นเข้าไปในมอเตอร์ ปกติควรเททิ้งเมื่อของเหลวถึงระดับ 2/3 ของกระบอก
- ตรวจเช็กฟิลเตอร์ (Filter): ตัวกรองแบคทีเรีย (Bacteria Filter) ที่ต่อระหว่างตัวเครื่องและกระบอก มีหน้าที่ป้องกันละอองน้ำและแบคทีเรียเข้าสู่มอเตอร์ ควรเปลี่ยนฟิลเตอร์ใหม่ทุกๆ 1-2 เดือน หรือทันทีที่เห็นว่ามีรอยเปื้อน ชื้น หรือสีเปลี่ยนไป
- ทำความสะอาดตัวเครื่องภายนอก: ถอดปลั๊กไฟก่อนทุกครั้ง ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดฝุ่นและคราบสกปรกบริเวณตัว เครื่องดูดเสมหะที่บ้าน อย่างสม่ำเสมอ ห้ามฉีดน้ำหรือให้น้ำยาไหลเข้าไปในตัวเครื่อง
- การจัดเก็บ: หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรเก็บเครื่องไว้ในที่แห้ง ปราศจากฝุ่น และห่างจากความร้อน
อุปกรณ์การแพทย์อย่าง เครื่องsuction ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น การรู้วิธี ดูแลรักษา เครื่องดูดเสมหะ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดูดเสมหะ แบบกระบอก หรือ เครื่องดูดเสมหะแบบพกพา อย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือให้คุ้มค่า แต่ยังเป็นการปกป้องคนที่คุณรักจากความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียสะสมที่มองไม่เห็นอีกด้วย เพียงแค่มีระเบียบวินัยในการล้างทำความสะอาดหลังใช้งาน และหมั่นตรวจเช็กสภาพอะไหล่อย่างสม่ำเสมอ คุณก็สามารถใช้งาน เครื่องดูดเสลด ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด



