สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจนไม่สามารถไอขับเสมหะออกมาได้ด้วยตนเอง “เสมหะ” ที่คั่งค้างอยู่ในหลอดลมไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจ แต่ยังเป็นภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต เพราะอาจนำไปสู่ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น หรือภาวะปอดอักเสบติดเชื้อได้ การมี “เครื่องดูดเสมหะ” (Suction Machine) ไว้ใช้งานที่บ้านจึงเปรียบเสมือนเครื่องช่วยชีวิตที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดนี้อาจดูซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน หลายคนมีความกังวลและกลัวว่าจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดหรือเกิดอันตราย บทความนี้จาก Rakmor Medical ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ จะพาคุณไปเจาะลึก วิธีใช้เครื่องดูดเสมหะ อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ถูกหลักอนามัย และทำตามได้ง่าย ๆ แบบทีละขั้นตอน เพื่อให้คุณสามารถดูแลคนที่คุณรักได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
เครื่องดูดเสมหะ คืออะไร และทำไมถึงจำเป็น?
เครื่องดูดเสมหะ (Suction Machine) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทำงานด้วยระบบปั๊มสุญญากาศ เพื่อสร้างแรงดูดในการดึงเอาสารคัดหลั่ง เสมหะ น้ำลาย หรือเลือด ออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หรือผ่านท่อเจาะคอ การเรียนรู้วิธีใช้เครื่องดูดเสมหะอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้โล่งขึ้น ป้องกันการสำลัก และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มต้นใช้งาน
ก่อนที่จะไปดูวิธีใช้เครื่องดูดเสมหะ การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและสะอาด (Sterile) ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน โดยอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- เครื่องดูดเสมหะ: ตรวจสอบสายไฟและระบบสุญญากาศให้พร้อมใช้งาน
- สายดูดเสมหะ (Suction Catheter): เลือกขนาดให้เหมาะสมกับผู้ป่วย (ผู้ใหญ่มักใช้เบอร์ 12-14 Fr. ส่วนเด็กใช้เบอร์ 8-10 Fr.) ต้องเป็นสายที่ปราศจากเชื้อ
- ถุงมือปราศจากเชื้อ (Sterile Gloves): สำหรับสวมมือข้างที่ต้องจับสายดูดเสมหะ
- น้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline 0.9%): สำหรับล้างสายดูดเสมหะ
- น้ำเปล่าต้มสุก หรือน้ำกลั่น: สำหรับใส่ในขวดรองรับเสมหะเล็กน้อยเพื่อให้ล้างทำความสะอาดได้ง่าย
- ภาชนะสะอาด: สำหรับใส่น้ำเกลือล้างสาย
- หน้ากากอนามัย และแว่นตาป้องกัน: เพื่อป้องกันการกระเด็นของสารคัดหลั่งเข้าสู่ผู้ปฏิบัติงาน
- เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว: (ถ้ามี) เพื่อติดตามค่าออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยระหว่างการดูดเสมหะ
ขั้นตอนการปฏิบัติ: วิธีใช้เครื่องดูดเสมหะ อย่างถูกวิธี
การดูดเสมหะเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความนุ่มนวลและรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งวิธีใช้เครื่องดูดเสมหะออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. การเตรียมตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล
- ล้างมือให้สะอาด: ด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจล ตามหลัก 7 ขั้นตอน เพื่อลดเชื้อโรค
- แจ้งผู้ป่วย: พูดคุยและอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าจะทำการดูดเสมหะ เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและให้ความร่วมมือ (แม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวก็ควรบอกกล่าว)
- จัดท่าทาง: จัดให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา หรือท่านั่งกึ่งนอน เพื่อป้องกันการสำลักและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
- เปิดเครื่องและตั้งค่าแรงดูด: ปรับแรงดูดให้เหมาะสมกับวัยของผู้ป่วย
- ผู้ใหญ่: 120 – 150 mmHg
- เด็กโต: 100 – 120 mmHg
- เด็กทารก: 80 – 100 mmHg
2. ขั้นตอนการดูดเสมหะ (ขั้นตอนสำคัญ)
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: สวมหน้ากากอนามัย และถุงมือปราศจากเชื้อที่มือข้างถนัด (มือข้างนี้จะสัมผัสเฉพาะสายดูดเสมหะเท่านั้น ห้ามจับสิ่งอื่นเด็ดขาด เรียกว่า มือสะอาด) ส่วนมืออีกข้างสามารถจับสายยางต่อจากเครื่องได้ (เรียกว่า มือสกปรก)
- การสอดสาย: ค่อยๆ สอดสายดูดเสมหะเข้าทางปาก หรือจมูก หรือท่อเจาะคออย่างนุ่มนวล ข้อควรระวังคือ ห้ามปิดพับสาย (ห้ามทำให้เกิดแรงดูด) ในขณะที่กำลังสอดสายลงไป เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของเยื่อบุทางเดินหายใจ
- การดูดเสมหะ: เมื่อสอดสายลึกพอประมาณ หรือจนผู้ป่วยมีอาการไอ ให้ดึงสายขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นใช้นิ้ว (มือข้างที่ไม่สะอาด) ปิดรูควบคุมสุญญากาศที่สายดูด เพื่อให้เกิดแรงดูด
- เทคนิคการดึงสาย: ค่อยๆ หมุนสายดูดเสมหะเป็นวงกลมเบาๆ พร้อมกับดึงสายขึ้นมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลาในการดูดแต่ละครั้งไม่เกิน 10-15 วินาที (หากนานกว่านี้ผู้ป่วยอาจขาดออกซิเจนได้)
- พักและประเมิน: ให้ผู้ป่วยพักหายใจรับออกซิเจนประมาณ 20-30 วินาที หากยังมีเสมหะเหลืออยู่ สามารถทำซ้ำได้ตามความจำเป็น แต่ไม่ควรเกิน 3 ครั้งต่อรอบ
3. การทำความสะอาดหลังการใช้งาน
- เมื่อดูดเสมหะเสร็จแล้ว ให้ดูดน้ำเกลือที่เตรียมไว้เพื่อล้างสายดูดเสมหะให้สะอาด เสมหะจะได้ไม่ตกค้างในสายยางต่อ
- ปิดเครื่อง ปลดสายดูดเสมหะทิ้งในถุงขยะติดเชื้อ ถอดถุงมือ และล้างมือให้สะอาด
- นำกระบอกขวดรองรับเสมหะไปเททิ้ง ทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน ล้างด้วยน้ำสะอาด และผึ่งให้แห้งทุกวัน เพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
ข้อควรระวังที่สำคัญ (Safety Precautions)
- ห้ามดูดเสมหะนานเกินไป: การดูดแช่ไว้จุดเดียวนานๆ หรือใช้เวลาเกิน 15 วินาที อาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจฉีกขาด เลือดออก และทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง (Hypoxia)
- สังเกตอาการผู้ป่วยเสมอ: หากระหว่างดูดเสมหะ ผู้ป่วยมีอาการหน้าเขียว ปากเขียว หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หรืออัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ให้หยุดการดูดเสมหะทันที และให้ออกซิเจนเสริม
- ความสะอาดคือเรื่องใหญ่: สายดูดเสมหะ (Catheter) เป็นอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ไม่ควรนำมาล้างแล้วกลับมาใช้ใหม่เด็ดขาด
ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ รักหมอ.COM
ศูนย์รวมอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ครุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาล คลินิก และสถานพยาบาลทั่วไป รวมถึงอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ อุปกรณ์กู้ภัย กู้ชีพฉุกเฉิน กว่า 10,000 รายการ จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมบริการจัดหาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า แบบครบจบในที่เดียว
วิธีเลือกซื้อเครื่องดูดเสมหะให้ตอบโจทย์การใช้งาน
เพื่อให้วิธีใช้เครื่องดูดเสมหะมีประสิทธิภาพสูงสุด การเลือกซื้อเครื่องที่ได้มาตรฐานจึงสำคัญมาก ควรพิจารณาจาก
- แรงดูดที่ปรับได้: เครื่องที่ดีต้องสามารถปรับระดับแรงดันสุญญากาศได้ละเอียดและเสถียร
- ขนาดและน้ำหนัก: หากต้องเคลื่อนย้ายบ่อย ควรเลือกรุ่นที่มีน้ำหนักเบา หรือมีแบตเตอรี่ในตัวเผื่อกรณีไฟดับ หรือต้องใช้งานบนรถ
- เสียงมอเตอร์: สำหรับการใช้งานในบ้าน ควรเลือกรุ่นที่มีระดับเสียงเบา เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย
- การรับประกันและบริการหลังการขาย: ควรเลือกซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีอะไหล่รองรับ และมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา
การดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการขับเสมหะอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่หากคุณมีความเข้าใจและปฏิบัติตาม วิธีใช้เครื่องดูดเสมหะ อย่างถูกต้องและเคร่งครัดตามหลักความสะอาด การดูแลผู้ป่วยที่บ้านก็จะไม่ใช่เรื่องยากและน่ากลัวอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ สภาพจิตใจของผู้ป่วย และความนุ่มนวลของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อช่วยให้คนที่คุณรักหายใจได้อย่างโล่งสบาย ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ




