นอนตะแคงข้างไหนดี ซ้ายหรือขวา ข้อดีข้อเสียของแต่ละท่า

นอนตะแคงคือ

สรุปสาระสำคัญ
การนอนตะแคงซ้ายเป็นท่าที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับมากที่สุด เพราะกระเพาะอาหารจะอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ยากกว่า แนวทางเวชปฏิบัติของ American College of Gastroenterology ปี 2022 จึงระบุการนอนตะแคงซ้ายเป็นหนึ่งในการปรับพฤติกรรมสำหรับผู้มีภาวะกรดไหลย้อน

ส่วนการนอนตะแคงขวาพบว่าหลอดอาหารสัมผัสกรดนานกว่า จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอกตอนกลางคืน สำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่พลิกตัวเองไม่ได้ การจัดท่านอนตะแคงสลับข้างเป็นระยะยังเป็นหลักสำคัญในการป้องกันแผลกดทับด้วย

การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด เชื่อว่าการนอนของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของท่านอน ซึ่งบางคนอาจจะชอบการนอนหงาย บางคนก็ชอบการนอนคว่ำ หรือบางคนชอบการ นอนตะแคง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าท่านอนแต่ละท่านั้นส่งผลต่อการนอนไม่น้อยเลยทีเดียว และรู้หรือไม่ว่าท่านอนที่ดีที่สุดคือท่าไหน มีหลายคนมีความเข้าใจว่าท่านอนที่ดีที่สุดคือท่านอนหงาย แต่ความจริงแล้วคุณรู้หรือไม่ว่าท่านอนที่ดีที่สุด และมีประโยชน์ต่อร่างกายในเวลานอนก็คือ ท่านอนตะแคง แต่จะนอนตะแคงซ้ายหรือขวาดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก 

การนอนตะแคง คืออะไร

การนอนตะแคง คือ ท่านอนที่ดีในการนอนพักผ่อนที่หลายคนให้ความนิยมเพราะมีผลต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้นอนหลับสบาย หรือช่วยในเรื่องของอาการปวดหลังได้ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนอนตะแคงซ้าย เนื่องจากเป็นท่านอนตะแคงที่ดีกว่า แต่การนอนตะแคงที่ดีนั้นควรมีหมอนข้างไว้กอดหรือไว้สำหรับพาดขาด้วยในส่วนของหมอนหนุนหัวก็ไม่ควรต่ำจนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อกระดูกต้นคอได้นั่นเอง

­นอนตะแคงข้างไหนดี แตกต่างกันมั้ย

อาจจะยังคงมีการถกเถียงกันว่า การนอนตะแคงที่ถูกต้อง ควรนอนตะแคงซ้าย หรือ นอนตะแคงขวา ซึ่งก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนเลยว่า การนอนตะแคงทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอยู่บ้างก็คือ การนอนตะแคงซ้าย เป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ท่านี้เวลานอนอาจจะต้องมีหมอนข้างไว้กอดและพาดขาในขณะที่นอนหลับด้วย ส่วนท่านอนตะแคงขวานั้น ถือเป็นท่านอนที่ดีเช่นกัน เมื่อเทียบกับท่านอนอื่น ๆ เพราะช่วยในเรื่องของการเต้นของหัวใจที่สะดวก และยังช่วยในเรื่องของอาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยให้อาหารไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะนานจนเกินไป นอกจากนี้ก็ยังเป็นท่านอนที่สามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้ด้วยเช่นกัน แต่อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหัวไหล่ขวาได้ ส่วนใครที่ใช้หมอนหนุนที่ต่ำจนเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอได้

ท่านอนตะแคงซ้ายมีอะไรบ้างและประโยชน์ของการนอนตะแคงซ้าย

ท่านอนตะแคงที่ถูกต้อง จะมีอยู่ 3 ท่าด้วยกัน โดยแต่ละท่านอนตะแคง ก็จะมีประโยชน์ดังนี้  

1.นอนขดตัวเหมือนทารก 

คือ การนอนในลักษณะการขดตัวเอาเข่าชิดกับหน้าอก กอดเข่าตัวเองไว้ เป็นท่านอนที่คล้ายกับท่านอนของทารกในครรภ์ ช่วยในเรื่องของอาการปวดหลัง เรื้อรัง ทำให้รู้สึกดีเมื่อเวลานอนตะแคง แนะนำให้นอนตะแคงซ้ายจะดีกว่า 

2.นอนตะแคงแบบขอนไม้

คือการนอนตะแคงโดยการยืดขาตรง และปล่อยแขนแนบไปตามลำตัวตรงทั้งสองข้าง ท่านี้ช่วยในเรื่องของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลิ้นลงไปในลำคอและปิดทางเดินหายใจ ช่วยป้องกันไม่ให้นอนกรนได้

3.นอนตะแคงเปิดข้าง

คือ การนอนตะแคงโดยยืดขาตรง และยืดแขนออกไปทางด้านหน้า ที่มีลักษณะคล้ายกับการเอื้อมไปหาคนอื่น ท่านี้ช่วยในเรื่องของการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ และช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น แก้ปัญหานอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี

เทียบท่านอนแต่ละแบบ เหมาะกับใคร

ท่านอนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาสุขภาพที่มีอยู่ ตารางนี้สรุปจุดเด่นและข้อจำกัดของแต่ละท่าเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

ท่านอนเหมาะกับข้อจำกัดที่ควรรู้
ตะแคงซ้ายผู้มีภาวะกรดไหลย้อน หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสหลังหากตะแคงนานเกินไปอาจกดทับไหล่และสะโพกด้านซ้าย
ตะแคงขวาผู้ที่ไม่มีอาการกรดไหลย้อน ใช้สลับข้างเพื่อกระจายแรงกดหลอดอาหารสัมผัสกรดนานกว่า จึงไม่เหมาะกับผู้มีอาการแสบร้อนกลางอกตอนกลางคืน
นอนหงายผู้ที่ต้องการกระจายน้ำหนักทั่วแผ่นหลังเพิ่มความเสี่ยงการกรนและหยุดหายใจขณะหลับในบางราย และกดทับบริเวณก้นกบ
นอนคว่ำใช้ในบางกรณีทางการแพทย์ภายใต้การดูแลต้องบิดคอไปด้านข้างตลอดคืน เพิ่มภาระต่อคอและหลังส่วนล่าง

การจัดท่านอนตะแคงสำหรับผู้ป่วยติดเตียง

ผู้ที่พลิกตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยผู้ดูแลจัดท่าให้ เพราะน้ำหนักที่กดลงจุดเดิมต่อเนื่องคือสาเหตุหลักของแผลกดทับ แนวปฏิบัติสากลด้านการป้องกันแผลกดทับกำหนดให้ประเมินความเสี่ยงรายบุคคลแล้วจัดท่าและกระจายแรงกดเป็นระยะ โดยมีหลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริงดังนี้

  • เอียงลำตัวประมาณ 30 องศา ไม่ตะแคงจนตั้งฉาก เพื่อไม่ให้น้ำหนักลงที่ปุ่มกระดูกสะโพกโดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่เกิดแผลได้เร็วที่สุด
  • ใช้หมอนรองระหว่างเข่าและข้อเท้า ป้องกันผิวหนังสองข้างเสียดสีกันและช่วยคงท่าไว้ไม่ให้ไหลกลับ
  • รองหมอนไว้ด้านหลัง เพื่อพยุงลำตัว ผู้ดูแลจะได้ไม่ต้องคอยจัดท่าซ้ำบ่อย
  • ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่พลิกตัว โดยเฉพาะสะโพก ก้นกบ ส้นเท้า และตาตุ่ม หากพบรอยแดงที่กดแล้วไม่จางควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการลากตัวผู้ป่วยบนที่นอน เพราะแรงเสียดทานทำให้ผิวหนังชั้นบนถลอกและเกิดแผลได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานาน การใช้ที่นอนป้องกันแผลกดทับร่วมกับการจัดท่าจะช่วยลดแรงกดที่จุดเสี่ยงได้ดีกว่าการพึ่งการพลิกตัวอย่างเดียว และหากผู้ดูแลต้องยกหรือปรับท่าบ่อย เตียงผู้ป่วยไฟฟ้าที่ปรับความสูงและปรับเอียงด้านข้างได้จะช่วยลดภาระของผู้ดูแลลงมาก

คำถามที่พบบ่อยเรื่องท่านอนตะแคง

ตะแคงซ้ายมีหลักฐานรองรับมากกว่า เพราะตำแหน่งกระเพาะอาหารอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ยาก การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบพบว่าท่านี้ลดระยะเวลาที่หลอดอาหารสัมผัสกรดได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับตะแคงขวาและนอนหงาย

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีอาการกรดไหลย้อน การนอนตะแคงขวาไม่ได้เป็นอันตราย แต่ผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอกหรือเรอเปรี้ยวตอนกลางคืน มักมีอาการมากขึ้นในท่านี้ จึงแนะนำให้เปลี่ยนไปตะแคงซ้ายและยกหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อย

ควรพลิกตะแคงสลับข้างเป็นระยะตามความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อกระจายแรงกดไม่ให้ลงจุดเดิมนานเกินไป ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับแนวปฏิบัติสากลด้านการป้องกันแผลกดทับ ควรใช้หมอนรองระหว่างเข่าและหลังเพื่อคงท่าไว้ และหลีกเลี่ยงการตะแคงจนน้ำหนักลงที่ปุ่มกระดูกสะโพกโดยตรง

ท่าตะแคงแบบขอนไม้ที่ลำตัวตรงและมีหมอนรองระหว่างเข่า ช่วยให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวธรรมชาติมากกว่าท่าขดตัว ผู้ที่ปวดหลังเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อประเมินร่วมกับสาเหตุอื่น

ในไตรมาสหลัง มักแนะนำให้นอนตะแคงมากกว่านอนหงาย เพื่อลดแรงกดต่อหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง ทั้งนี้ควรปรึกษาสูติแพทย์ผู้ดูแลเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขสุขภาพต่างกัน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ประกอบบทความ

  • Preventive Medicine Reports (ต.ค. 2025) — การศึกษาแบบติดตามกลุ่มประชากร UK Biobank 108,239 ราย ติดตาม 14.2 ปี พบว่าพฤติกรรมสุขภาพรวมถึงคุณภาพการนอนสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดภาวะกรดไหลย้อนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (sciencedirect.com)
  • ASGE Guideline on the Diagnosis and Management of GERD (2024) — แนวทางเวชปฏิบัติฉบับล่าสุดของสมาคมส่องกล้องทางเดินอาหารแห่งอเมริกา
  • ACG Clinical Guideline for the Diagnosis and Management of GERD (2022) — แนวทางที่ระบุการนอนตะแคงซ้ายเป็นการปรับพฤติกรรมสำหรับผู้มีภาวะกรดไหลย้อน
  • Systematic review and meta-analysis: left lateral decubitus position and GERD — งานทบทวนวรรณกรรมที่พบว่าท่าตะแคงซ้ายลดระยะเวลาที่หลอดอาหารสัมผัสกรด (pmc.ncbi.nlm.nih.gov)
  • แนวปฏิบัติสากลว่าด้วยการป้องกันและรักษาแผลกดทับ ฉบับที่ 4 (ปี 2025) — จัดทำร่วมกันโดยสมาคมแผลกดทับแห่งยุโรป (EPUAP) สหรัฐอเมริกา (NPIAP) และภาคพื้นแปซิฟิก (PPPIA) — แนวปฏิบัติด้านการจัดท่าและการกระจายแรงกดเพื่อป้องกันแผลกดทับ (internationalguideline.com)
เรียบเรียงโดย: Rakmor.com — ทีมงาน Rakmor Medical อัปเดตล่าสุด 22 กรกฎาคม 2026
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
ไม่แน่ใจว่ารุ่นไหนเหมาะกับผู้ป่วยของคุณทักไลน์ปรึกษาทีมงานได้ก่อนตัดสินใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ร่วมแสดงความคิดเห็น